ละครหลังข่าว ตัดสายเบรก ทำให้รถเบรกไม่อยู่จริงหรือไม่

มิถุนายน 26, 2562

ตัดสายเบรก ทำให้รถเบรกไม่อยู่จริงหรือไม่


อันนี้ผมไม่รู้ว่ามีคนสงสัยเหมือนผมไหมนะครับ ในเนื้อเรื่อง รถพระเอกก็จะโดนตัวโกง ก้มๆเงยๆ มุดไปใต้ท้องรถแล้วก็ตัดสาย หรือตัดท่อระบบเบรกดัง ฉึ๊บบ มีน้ำหยดติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง ก็เป็นที่รู้กันว่า รถเบรกไม่อยู่นะจร้าา อย่าขับรถออกไปนะตัวเอ๊งง



แต่ในความเป็นจริงจะเป็นแบบนั้นไหม สมมุติว่า รถยนต์ของเรา โดนมือดี มือมืดมาแกล้งเรา รถยนต์ของเราจะเป็นยังไง หรือ ท่อเบรกมันแตก จากความเสียมสภาพหรือ อุบัติเหตุ หรือท่ออ่อนหมดสภาพจนรั่ว จะเบรกไม่อยู่จริงหรือไม่

เบรกรถยนต์ทำงานอย่างไร (ในที่นี้จะพูดถึงแค่พื้นฐาน ยังไม่ลงลึกนะครับ)


เบรกรถยนต์ทำงานโดยอาศัย ความดัน ที่อยู่ภายในท่อทางเดินระบบเบรก โดยที่ความดันนี้จะมีตัวกลางในการส่งผ่านก็คือ "น้ำมันเบรก" นั่นเอง




  • ในกรณีระบบเบรกสมบรูณ์ เมื่อเราเหยียบเบรก แม่ปั๊มเบรกตัวบน จะสร้างความดัน ผ่านท่อเบรก ลงมาจนถึง ปั๊มเบรกตัวล่าง ความดันจากน้ำมันเบรกจะไปดันลูกสูบ ให้ไปดันฝักเบรก หรือคาริเปอร์ และไปดันผ้าเบรกให้สัมผัสกับจานเบรก หรือดรัมเบรก  ก็เป็นการเสร็จสิ้นกระบรวนการเบรก

  • ในกรณี ระบบเบรก มีจุดรั่ว เมื่อเราเหยียบเบรก แม่ปั๊มเบรกตัวบน จะสร้างความดัน ผ่านท่อเบรก ตรงนี้ล่ะ ถ้าตรงไหนมันรั่ว ความดันจะออกตรงนี้ (เหมือนสายยางรั่ว พุงปุ๊ดๆเลย) แต่ถ้ารอยรั่วไม่ใหญ่มาก ความดันก็ยังคงไปดันลูกสูบที่ปั๊มเบรกตัวล่างได้ รถยนต์ของเราก็ยังชะลอความเร็วหรือหยุดได้อยู่ครับ


วิธีตรวจเช็ค ตอนนี้เรารู้แล้วต้องมีน้ำมันเบรกรั่วออกแน่ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นน้ำมันเบรกลดระดับ เมื่อไหร่ ให้รีบนำรถไปตรวจเช็คที่อู่ หรือศูนย์บริการได้เลยครับ ไม่ต้องรออะไรแล้วเน้อออ อันตราย

โอเคกลับมาดูรถพระเอกกัน ถ้าโดนตัดสายเบรก รถยนต์จะเบรกไม่อยู่จนต้องลงข้างทาง หน้าบ้านนางเอกหรือไม่

แน่นอนครับ ถ้าโดนตัดสายเบรก เมื่อเหยียบเบรกแม่ปั๊มเบรกตัวบนสร้างความดัน น้ำมันเบรกวิ่งจู๊ดดไปตามท่อ แต่ กลับไม่มีท่อให้ไป เพราะโดนตัดขาดไปแล้ว ความดันจึงไม่ถึง ปั๊มเบรกตัวล่าง รถยนต์เบรกไม่อยู่แน่ๆครับ 
แต่
บริษัทผู้ผลิตก็เห็นปัญหานี้ ระบบเบรกรถยนต์ตั้งแต่สมัยโน้นนนน ก็สร้างระบบป้องกันเรื่องนี้มาให้แล้วครับ คือ ออกแบบให้ระบบเบรกจะเป็นระบบไขว้เป็นตัว X คือแยกเป็น 2 ทาง 1. จากจากแม่ปั๊มตัวบนวิ่งไป ล้อหน้าซ๊าย ล้อหลังขวา 2. จากแม่ปั๊มตัวบนวิ่งไป ล้อหน้าขวา ล้อหลังซ๊าย ก็จะทำให้ถ้า ด้านใดด้านหนึ่งสูญเสียความดัน ก็ยังประคองรถ จน จอดได้ครับ เพราะฉะนั้น สติสำคัญมาก 

เมื่อเกิดปัญหา มองกระจกซ๊าย ตีไฟเลี้ยวซ๊าย ค่อยๆเข้าข้างทางคร๊าบบบ แต่ถ้าเกิดเหตุการแบบนี้ บนทางด่วนผมก็เขียนวิธีไว้แล้วนะ อ่านได้ที่นี้ครับ 


ละครหลังข่าว ตัดสายเบรก ทำให้รถเบรกไม่อยู่จริงหรือไม่ ละครหลังข่าว ตัดสายเบรก ทำให้รถเบรกไม่อยู่จริงหรือไม่ Reviewed by อ.ไอ๊ซ on มิถุนายน 26, 2562 Rating: 5

5 แนวทางเมื่อเกิดรถเสียบนทางด่วน ต้องทำไง?

มิถุนายน 23, 2562

รถเสียบนทางด่วน



น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่อยากนึกถึงที่สุด จินตนาการยังไงก็คงไม่มีภาพที่ดีออกมาแน่ๆ
ทางด่วน รถยนต์ที่ใช้ทางนี้ ก็น่าจะด่วนสมชื่อ 80-120 km/h กันทั้งนั้น แล้วอยู่ดีๆ รถเพื่อนยากดั๊นน อยากจะพักซะนี้ เราจะทำยังไงเมื่อรถเกิดเสียบนทางด่วน ผมมีแนวทางให้ครับ



5 แนวทางเมื่อเกิดรถเสียบนทางด่วน

1. อย่าตกใจ ถ้ารู้สึกว่ารถมีปัญหาอะไรซักอย่างแน่ๆ ถ้ารถยังเคลื่อนที่อยู่ พยายามพารถ เข้าจอดชิดไหล่ทางให้ได้ 
2. อย่าลงจากรถ ด้วยความเร็วของรถที่ใช้ทางด่วน มีความเร็วสูง ซึ่งมีโอกาสที่จะเฉียวชน หรือ เดินแล้วโดน สิ่งที่เรียกว่า "ลมดูด" เซไปหารถที่วิ่งอยู่ได้ อันตรายมากนะครับ

3. เปิดไฟสัญญาณ ไฟกระพริบคู่ตลอดเวลา 


4. ปกติแล้วบนทางด่วน จะมีกล้อง ไว้ตรวจสอบความเรียบร้อยอยู่แล้ว ถ้าเขาพบเห็นปัญหา จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเอง หรือ โทรสายด่วน "1543"
5. ในกรณี โทรไม่ได้ หรือ รอแล้วไม่มีใครมาซักที บนทางด่วนจะมีโทรศัพย์ฉุกเฉิน เป็นจุดๆ ห่างกันประมาณ 500-1000 m โดยวิธีการเดิน คือ เดินให้ชิดขอบถนนให้มากที่สุด เท่าที่ทำได้ครับ


5 แนวทางเมื่อเกิดรถเสียบนทางด่วน ต้องทำไง? 5 แนวทางเมื่อเกิดรถเสียบนทางด่วน ต้องทำไง? Reviewed by อ.ไอ๊ซ on มิถุนายน 23, 2562 Rating: 5

5 อาการเบื้องต้นของยางที่เสื่อมสภาพ

มิถุนายน 22, 2562

ยางรถยนต์ สำคัญไม่ใช่น้อย



ในการขับรถยนต์ไปไหนมาไหนนั้น ส่วนสำคัญที่สุด ในรถยนต์ ของคุณ ก็น่าจะเป็น ยาง นี่ล่ะ
เพราะแม้ว่า อะไรๆในรถของคุณพัง ก็แค่จอด แต่ถ้า ขับรถยนต์ อยู่ดีๆ เพลินๆ ยางระเบิดตูมมมม คงไม่สวยงามแน่ๆครับ




เพราะฉนั้น "ป้องกันดีกว่าแก้" แน่นอน ยางรถยนต์ เป็นส่วนที่สัมผัสถนน เป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างถนน กับตัวรถ และด้วยวัสดุของยางรถยนต์ ทำให้เกิดสาเหตุต่างๆมากมาย ถ้าเราไม่รู้จักจะดูแล นะครับ 

ก่อนจะพบกับสาเหตุที่ทำให้ยางระเบิด เรามาดู 

5 อาการเบื้องต้นของยางที่เสื่อมสภาพ ยางที่เริ่มมีปัญหาก่อนดีกว่าครับ


1. ลมอ่อนบ่อยๆ
2. พบเจอลัษณะยางบวม ที่แก้มยาง หรือ หน้ายาง
3. เบรกรถที่ความเร็วต่ำ แต่มีเสียงอี๊ดอาดดดด
4. เลี้ยวหรือกลับรถ มีเสียงเหมือนมีอะไรมาเสียดสีที่ยางรถ
5. พวงมาลัยหรือตัวรถ สั่น ยิ่งวิ่งเร็ว ยิ่งสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ


ถ้าพบเจอปัญหานี้ ผมแนะนำ ให้รีบตรวจเช็คยางด่วนๆนะครับ เพราะถึงเวลาต้องเปลี่ยนยางรถยนต์แล้ว


5 อาการเบื้องต้นของยางที่เสื่อมสภาพ 5 อาการเบื้องต้นของยางที่เสื่อมสภาพ Reviewed by อ.ไอ๊ซ on มิถุนายน 22, 2562 Rating: 5

8 อันดับรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในปี 2019

มิถุนายน 19, 2562

8 อันดับรถไฟฟ้าที่ดีที่สุดในปี 2019

ถ้าจะพูดถึง รถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Car เหตุผลที่ดีที่สุด ถ้าเราจะเลือกซื้อรถประเภทนี้มาใช้คือ "รักโลก"
เพราะรถประเภทนี้ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไม่ใช้การเผาไหม้ ไม่ใช้น้ำมัน รักษาสภาพแวดล้อม ได้ดีเยี่ยม 

ไม่รู้ว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นตัวเลือกที่ดีในใจของคุณหรือไม่ แต่วันนี้เราจะเอา 8 รุ่นที่ดีที่สุดในปี 2019 โดยการจัดอับดับอิงตามตามข้อมูลจาก CarMax.com และเป็นข้อมูลรายละเอียดในแต่ละรุ่นที่วางขาย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2018 จนถึง 31 ธันวาคม 2018 

ในปี 2019 นี้ ก็มีรถยนต์ไฟฟ้า ให้เลือกซื้อมากขึ้น หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความหรูหรา สิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่ในการเก็บสัมภาระ อายุแบตเตอรี่ และความสวยงามของตัวรถ

1. Nissan LEAF


2. Mercedes-Benz B-Class




3. BMW i3





4. Tesla Model S



5. Ford Focus Electric



6. Chevrolet Spark EV



7. Chevrolet Bolt EV



8. Mitsubishi i-MiEV




Nissan LEAF ติดอันดับหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดของเราอีกครั้งในปีนี้อาจเป็นเพราะชื่อเสียงที่ดีและช่วงของรถยนต์ที่แข็งแกร่ง 

BMW และ Mercedes EV เป็นครั้งแรกในโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ที่จะทำให้ยกระดับคุณไปกับการตกแต่งภายในที่หรูหรา การควบคุมที่คล่องแคล่ว และพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง

BMW i3 ถ้าจะพูดถึงอัตราเร่งที่ดีที่สุดก็คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ BMW i3 เป็นรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมในการขับเคลื่อนพร้อมการเร่งความเร็วที่ยอดเยี่ยมการควบคุมและการออกแบบห้องโดยสารที่ล้ำสมัย

หาก มองหาความหรูหราและประสิทธิภาพ รุ่น S ของ Tesla ผสมผสานช่วงของยานพาหนะที่ยอดเยี่ยมและแบตเตอรี่ที่ดีที่สุดในระดับพร้อมความเร่งที่รวดเร็วและการออกแบบภายในที่กว้างขวางหรูหราออกแบบมาอย่างดีพร้อมที่นั่งห้าตัว Model S ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านประสิทธิภาพการทำงานความหรูหราภายในและความเพลิดเพลินในการขับขี่

I-MiEV ของมิตซูบิชิเป็น EV ขนาดเล็กที่เหมาะสมสำหรับใช้งานในเมือง แต่ก็น่าเป็นที่น่าเสียดายที่ ทาง มิตซูบิชิ อาจจะยกเลิกสายพานการผลิตในปี 2560 เพราะ มีรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่กว่าและเหมาะกว่ามาเป็นคู่แข่ง



8 อันดับรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในปี 2019 8 อันดับรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในปี 2019 Reviewed by อ.ไอ๊ซ on มิถุนายน 19, 2562 Rating: 5

รถพลังงานไฟฟ้า รู้จักดีหรือยัง (Did you know electric car?)

มิถุนายน 17, 2562
รถพลังงานไฟฟ้า (อังกฤษelectric car) คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งเก็บอยู่ในแบตเตอรี่หรืออุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้าแบบอื่นๆ และด้วยข้อดีของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้แรงบิดได้ทันทีทำให้รถพลังงานไฟฟ้ามีอัตราเร่งที่เรียบและรวดเร็ว



รถพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรก ๆ ปรากฏในคริสต์ทศวรรษ 1880[1] รถพลังงานไฟฟ้าเคยได้รับความนิยมในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษ 20 จนกระทั่งความก้าวหน้าเกี่ยวกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน และการผลิตยานพาหนะเป็นจำนวนมาก จะทำให้การใช้ยานพาหนะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าลดน้อยลง วิกฤตพลังงานในคริสต์ทศวรรษ 1970 และ 1980 ทำให้เกิดความสนใจในรถพลังงานไฟฟ้าในช่วงสั้น ๆ ช่วงหนึ่ง แม้ว่า รถยนต์เหล่านั้นจะไม่สามารถแตะขั้นตลาดหลัก แต่สามารถทำได้ในศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่ ค.ศ. 2008 การฟื้นฟูการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้เกิดขึ้น เนื่องจากแบตเตอรี่และการจัดการพลังงานมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก การขึ้นราคาของน้ำมัน และความต้องการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก[2][3] รัฐบาลในหลายประเทศได้ออกเครดิตภาษี เงินสนับสนุน และสิ่งจูงใจอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการเปิดตัวและประยุกต์ใช้ในตลาดหลักของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ โดยขึ้นกับขนาดของแบตเตอรี่ และพิสัยของการใช้ไฟฟ้าล้วนของตัวรถยนต์

ข้อดีของรถพลังงานไฟฟ้าที่เหนือกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในรวมถึงการลดการใช้มลพิษทางอากาศ เพราะมันไม่ปล่อยไอเสียมาจากท่อไอเสีย[4] ในหลายกรณี การลดแก๊สเรือนกระจกโดยรวมเป็นจำนวนมากและการปล่อยควัน (ขึ้นกับเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า[2][3]) และใช้น้ำมันน้อยลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้คำนึงถึงราคาน้ำมันอ่อนตัวและอุปทานหยุดชะงักในหลายประเทศ[2][5][6] แต่การประยุกต์ใช้รถพลังงานไฟฟ้าอย่างแพร่หลายต้องประสบกับอุปสรรคและข้อจำกัดมากมาย เช่น ราคาที่สูงกว่า ขาดโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชาร์จพลังงาน(นอกจากการชาร์จตามที่อยู่อาศัย) และความกังวลพิสัย (ความกลัวที่เกิดในคนขับว่าพลังงานไฟฟ้าที่เก็บในแบตเตอรี่จะหมดก่อนจะถึงที่หมาย เนื่องจากพิสัยที่มีจำกัดในรถพลังงานไฟฟ้า) [2][3]

จนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 2014 การผลิตรถโดยสารและรถตู้พลังงานไฟฟ้าที่วิ่งบนทางด่วนได้แบบจำนวนมากในตลาดมีจำกัดอยู่เพียง 25 รุ่น ส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ประเทศในยุโรปตะวันตก และจีน ยอดขายของรถพลังงานไฟฟ้าในปี ค.ศ. 2012 นำโดยญี่ปุ่นซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 28% จากยอดขายทั่วโลก ตามด้วยสหรัฐอเมริกาที่ 26% จีน 16% ฝรั่งเศส 11% และนอร์เวย์ 7%[7] รถพลังงานไฟฟ้าที่วิ่งบนทางด่วนได้ที่ขายดีที่สุดในโลกคือนิสสัน ลีฟ ออกจำหน่ายในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2010 และขายใน 35 ประเทศ ด้วยยอดขายมากกว่า 130,000 คัน นับจนถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2014

ขอบคุณ วิกิพีเดีย
รถพลังงานไฟฟ้า รู้จักดีหรือยัง (Did you know electric car?) รถพลังงานไฟฟ้า รู้จักดีหรือยัง (Did you know electric car?) Reviewed by อ.ไอ๊ซ on มิถุนายน 17, 2562 Rating: 5

กรองอากาศรถยนต์ (Filter car)

พฤษภาคม 29, 2562
ไส้กรองอากาศรถยนต์
หน้าที่ของไส้กรองอากาศ Air filters.
ไส้กรองอากาศนั้นว่าเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งในรถยนต์ที่รักของเรา หน้าที่ของไส้กรองอากาศก็เปรียบได้เหมือนกับขนจมูกของมนุษย์อย่างเราๆ ไส้กรองอากาศ มีหน้าที่ในการ กรองฝุ่นละอองจากอากาศ เพื่อจะนำเอาอากาศบริสุทธิ์ ไปใช้ผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ที่เราเรียกกันว่า "ไอดี") สำหรับการจุดระเบิดของเครื่องยนต์
หน้าที่หลักๆของไส้กรองอากาศ
- กรองฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ปะปนมากับอากาศไม่ให้ไหลเข้าไปในเครื่องยนต์ ถ้าไม่มีกรองเพื่อจำกัดสิ่งที่ไม่ดีต่อเครื่องยนต์เราเหล่านี้ จะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอและเสียหาย
(ผมเปิดกรองมาทีไร จะเห็นขนนก ทุกที ถ้ามันหลุดเข้าไปในเครื่องยนต์จะเป็นไงนะไม่อยากคิดเลย)
- ลดเสียงดังของอากาศที่ถูกดูดเข้าไปในเครื่องยนต์
- ป้องกันไม่ให้เกิดประกายไฟย้อยกลับ ถ้าไม่ใส่ใส้กรองอากาศ มีโอกาสทำให้เกิดไฟไหม้ในห้องเครื่องยนต์สูงมากครับ


ลักษณะโดยทั่วไปของไส้กรองอากาศ

ไส้กรองอากาศที่ใช้กับรถยนต์ ในปัจจุบันส่วนมากเป็นแบบกระดาษแห้ง สามารถเป่าทำความสะอาดได้ มีบางชนิดที่เป็นแบบกระดาษเคลือบน้ำมันแบบนี้เป่าไม่ได้ครับ เปลี่ยนอย่างเดียว

การตรวจไส้กรองอากาศ
ไส้กรองอากาศต้องมีการตรวจเช็คตามระยะเวลา เพื่อให้มันมีประสิทธิภาพดีที่สุด ไส้กรองอากาศที่อุดตัน หรือมีฝุ่นผงติดอยู่มาก สิ่งเหล่านี้จะไปอุด ปิดกัน ปริมาณอากาศที่ไหลเข้าเครื่องยนต์ อากาศที่เข้าเครื่องยนต์ได้น้อยลง จะทำให้ส่วนผสมหนาเกินไป เร่งเครื่องยนต์ไม่ค่อยขึ้น รอบขึ้นช้า ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้มลพิษของไอเสียเพิ่มขึ้น ไอเสียมีควันสีดำ และถ้ามีฝุ่นผงเข้าไปในเครื่องยนต์ จะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศเป็นประจำ

ไส้กรองอากาศอุดตันเป็นสาเหตุของมลพิษ

ขั้นตอนในถอดใส้กรองอากาศ
- ปลดคลิปล็อคทั้งหมด ยกฝาครอบด้วยความระวังและดึงไส้กรองอากาศออก
- ตรวจดูผิวด้านล่างของไส้กรอง (ด้านที่รับฝุ่น) ถ้าพบว่าสกปรกมาก ควรเปลี่ยนใหม่
- ถ้าหากไส้กรองมีฝุ่นไม่มากนักให้ใช้ลมเป่า ไส้กรอง โดยเป่าจากด้านใน ออกด้านนอก
- ถ้าเป็นไส้กรองเปียกให้ทำล้างในน้ำมันเบนซิน ใช้มือทั้ง 2 ข้างบีบ(ห้ามบิดเด็ดขาด) แล้วชโรมด้วยน้ำมันเครื่องที่สะอาด
- ถ้าเป็น ไส้กรองสแตนเลส สามารถล้างน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอกแล้วใช้ลมเป่าให้แห้งได้เลย บางยี่ห้อจะมีน้ำยาแถมมาให้เคลือบตัวไส้กรองอีกด้วย
- ก่อนใส่ไส้กรอง ต้องทำความสะอาดบริเวณตัวเรือนทั้งด้านในและด้านนอก โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำ แล้วเช็ด ห้าม!! ใช้ลมเป่าเด็ดขาดเพราะจะทำให้ผงฝุ่นอาจหลุดเข้าไปในเครื่องยนต์ได้

วิธีตรวจสอบไส้กรองอากาศแบบง่ายๆ
หลังจากที่เป่าไส้กรอง หรือ ทำความสะอาดเสร็จแล้ว ให้ตรวจสอบว่าไส้กรองอากาศยังคงใช้งาน ได้หรือไม่ ทำได้โดย
- ใช้ไฟ (ไฟฉาย , ไฟโคม) ส่องไส้กรองอากาศจากภายใน
- ถ้ามองเห็นแสงไฟและกระดาษไม่ฉีกขาด ถือว่าใช้งานได้ปกติ
- ถ้ามองไม่เห็นแสง แสดงว่าฝุ่นเข้าไปอุดเยอะ ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ให้ทำการเปลี่ยนใหม่
- ถ้ากระดาษ หรือ วัสดุที่ใช้ทำใส้กรองอากาศชำรุด เสียหาย ให้ทำการเปลี่ยนใหม่
กรองอากาศรถยนต์ (Filter car) กรองอากาศรถยนต์ (Filter car) Reviewed by อ.ไอ๊ซ on พฤษภาคม 29, 2562 Rating: 5

5 วิธี ปกป้องรถยนต์ของคุณในวันฝนตก

พฤษภาคม 27, 2562
กลับมาอีกแล้วนะครับ สำหรับฤดูเหงา ฤดูฝน
              ฝนตกสำหรับคนรักรถ มันเป็นเรื่องที่อาจจะดูน่าเบื่อ รถที่ต้องล้าง บางท่าน อาจจะลามถึงที่จอดรถที่ต้องเปียก ตอนรถสุดรักวิ่งเข้ามาจอด




               น้ำฝนจริงๆแล้วก็มีบางสิ่งที่รถยนต์ ไม่ต้องการเช่นกันนะครับ แต่ทำยังไงได้ล่ะ เราไม่สามารถที่จะควบคุม สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้จากธรรมชาติ และการหยุดใช้รถในช่วงหน้าฝน ก็คงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีใช่ไหมครับ

"เราจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร" 

                จริงๆแล้วมีหลายวิธีที่จะสามารถปกป้องรถยนต์สุดรักของคุณในวันที่ฝนตก กระหน่ำ ตกเบาๆ ตกจิ๊บๆ    การดูแลรถยนต์ให้ดี ทำให้คุณมั่นใจได้ว่า เราจะผ่านหน้าฝน ไปได้ แบบชิวๆ




"5 วิธี ปกป้องรถยนต์ของคุณในวันฝนตก"

             คุณต้องดูแลรถยนต์ของคุณให้ดี เพื่อจะได้เป็นหลักประกันที่ว่า ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย
และคุณทำได้ง่ายๆครับ

ตามมาครับ เรามาดูวิธีการบำรุงรักษารถยนต์ในหน้าฝนกัน

1. อย่าปล่อยให้รถอยู่กลางฝนนานเกินไป
              ความเป็นกรด-ด่าง จากน้ำฝนจะทำอันตรายกับสีของตัวรถ ดังนั้น ควรล้างรถของคุณหลังจากขับรถลุยฝนทุกครั้ง หรือถ้าไม่มีเวลา เอาสายยางฉีดแรงๆด้วยน้ำประปา ให้ทั่ว เพื่อไล่คราบ ไล่ความกรด-ด่างออกก่อนเบื่องต้นครับ

แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องจอด หรือตากฝนในระยะเวลานานๆ ถ้าเป็นไปได้ควรใช้แว๊กสีรถขัดเคลือบสีรถไว้ครับ ตัวแว๊กจะสร้างชั้นสำหรับปกป้องสีรถยนต์ทำให้คุณพร้อมสำหรับลุยฝนครั้งต่อไป



2.ปิดผนึกซีลยาง
                   มันคือสิ่งสำคัญที่ทำให้น้ำฝนไม่รั่วเข้าไปในรถของคุณ. หน้าที่ของคุณก็คือตรวจเช็คซีลยางขอบประตูต่างๆ ก่อนการกลับมาของฤดูฝน. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ถ้าคุณตรวจพบซีลยางขอบประตู ขาด หรือหลุดจากขอบประตู. ยิ่งไปกว่านั้นควรใส่จาระบีตรงข้อต่อ บานพันประตูต่างๆให้เรียบร้อย เพราะส่วนนี้จะสัมผัสความชื้นจากน้ำฝนครับ.

ชิ้นส่วนโลหะต่างๆที่สามารถขึ้นสนิมได้ ควรฉีดพ่นน้ำยาไล่ความชื้นต่างๆที่มีขายในท้องตลาดทั่วไป



3.ล้างรถ..บ่อยๆ
มันเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก ที่จะคิดว่าฝนจะช่วยล้างรถให้คุณ.
ความจริงแล้วเมื่อเราขับรถออกไป พวกฝุ่น สิ่งสกปรก ที่อยู่บนผิวถนนต่างๆจะกลายสภาพเป็นโคลน และจะขึ้นมาทำอันตรายกับรถสุดรักของคุณ.




เพราะฉะนั้นการล้างรถบ่อยๆจะเป็นการป้องกันรถของคุณจากฝนตก เพื่อล้างสิ่งปนเปื้อนที่จะมาทำอันตรายกับสีรถของคุณ. นอกจากนี้ยังล้างความเป็นกรดที่มาจากน้ำฝนอีกด้วย. อย่างไรก็ตาม คุณอย่าลืมที่จะใช้น้ำยาล้างรถที่มีคุณภาพดี. ที่สามารถล้างฝุ่น คราบน้ำมัน คราบแมลง และที่มีคุณสมบัติในการดูแลสีรถยนต์


4.ปกป้องภายในจากน้ำและความชื้น
              แม้จะมีมาตราการป้องกัน แต่มันก็เป็นเรื่องที่ยาก ที่จะทำให้พรม หรือพื้นรถ เปียก เมื่อคุณต้องขับรถลุยฝน.
              คุณควรใช้แผ่นยาง หรืออาจเลือกเป็นถาดรอง มาใช้ทดแทนพรมหรือผ้า เพราะมันสามารถรองรับน้ำ ของเหลว ได้เยอะเป็นพิเศษ อีกทั้งมันง่ายมากๆที่จะทำมาทำความสะอาดภายหลัง.
ใช้เครื่องดูดฝุ่น ทำความสะอาด และอาจใช้ขวดที่ใส่กลิ่นหอม หรือใบไม้ที่มีกลิ่นหอม มะลิ หรืออาจเป็นพิมเสน ถ้าในกรณี เบาะมีความเปียกชื้น และควรเปิดหน้าต่าง ถ้ารถของคุณจอดในโรงรถเรียบร้อยแล้ว



5.ดูแลยางรถยนต์ให้ดี
               ในฤดูฝน ยางรถยนต์มีส่วนสำคัญมาก การดูแลตรวจสภาพยางรถยนต์ก็เป็นหน้าที่ของคุณ เพื่อปกป้อง อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อคุณ ใช้รถขับลุยฝน แอ่งน้ำ ถนนเปียกต่างๆ
                สิ่งที่คุณต้องตรวจสอบคือ 1. อายุของยางรถยนต์ ไม่ควรเกิน 3 ปี นับจากวันผลิต 2.ร่องของดอกยางไม่ควรใช้จนยางสึกหรอจนถึงสะพานยาง 3.หมั่นตรวจเช็คลมยางให้ตรงตามกำหนดจากผู้ผลิตยาง







5 วิธี ปกป้องรถยนต์ของคุณในวันฝนตก 5 วิธี ปกป้องรถยนต์ของคุณในวันฝนตก Reviewed by อ.ไอ๊ซ on พฤษภาคม 27, 2562 Rating: 5
ขับเคลื่อนโดย Blogger.